ทำข้อตกลงซื้อขายสินค้ากันและผู้ขายส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อแล้วผู้ขายมีสิทธิเรียกให้ผู้ซื้อชำระราคาค่าสินค้าที่ส่งมอบได้ เพราะถือเป็นการขำระหนี้บางส่วนมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง และ วรรคสาม แม้จะมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม มีประเด็นที่ผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนบริษัทได้หารือเรื่องผิดการสัญญาซื้อขายว่าลูกค้ารับมอบสินค้าไว้แล้วไม่ชำระเงิน แต่พยายามหาเหตุตำหนิว่าสินค้าไม่ตรงเสป็คบ้าง ผิดแบบบ้าง ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานบ้าง โดยไม่เป็นความจริง ประวิงเวลา จนสุดท้ายก็ไม่ชำระเงิน เมื่อรับมอบสินค้าไปแล้ว ทำอย่างไรดี !!?? มีหลักทางกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางแนวทาง ดังนี้ “……บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองและสามนั้น คำว่า “ได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว” กฎหมายมุ่งบัญญัติให้ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ ดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ชำระหนี้ส่วนของตนไปแล้วก็ย่อมจะเรียกร้องเอาสิทธิที่ตนจะได้รับจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนผู้ขายย่อมมีหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อส่วนผู้ซื้อก็มีหนี้ที่ต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าของตนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้ซื้อแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนของตนแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ได้…..” ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3522/2545 #ทนายความ #สำนักงานทนายความ #ทนายความธัชกร ทองยศภูมิ www. thachakornlaw.com http://www.thachakornlaw.attorney Line official : @thachakornlaw
Author Archives: Thachakorn Thongyoasaporm
คดีการค้า : เช็คเด้ง vs ผิดสัญญาซื้อขาย
คดีการค้า : เช็คเด้ง vs ผิดสัญญาซื้อขาย *** ปัญหานี้มีทางออก *** โดย ทนายความธัชกร ทองยศภูมิ http://www.thachakornlaw.attorney http://www.thachakornlaw.com Line Official: @thachakornlaw ทนายความบริษัทและSMEs
ยักยอกทรัพย์บริษัท VS ลักทรัพย์นายจ้าง
ปัญหาว่าพนักงานบริษัทเอาเงินบริษัทที่ลูกค้าชำระค่าสินค้าหรือบริการไปใช้เพื่อการส่วนตัวไม่นำส่งเงินให้บริษัทตามขั้นตอนทำงานหรือนโยบายบริษัทเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกกันแน่ !!?? *** ให้ดูหน้าที่ของตำแหน่งงานของพนักงานบริษัทผู้นั้น หากขั้นตอนทำงานหรือนโยบายบริษัท พนักงานผู้นั้นเมื่อรับเงินจากลูกค้ามีหน้าที่ฝากเงินเข้าบัญชีบริษัทหรือส่งมอบแก่บริษัททันที ไม่มีสิทธิครอบครองหรือถือเงินไว้แทนบริษัทไม่ว่ากรณีใด หากเอาไปโดยทุจริตเป็นลักทรัพย์นายจ้าง ***เทียบเคียงแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 1104/2545 “…..จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหายตำแหน่งพนักงานธนากรมีหน้าที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า แต่เงินที่ลูกค้านำฝากเข้าบัญชีของลูกค้าไว้กับผู้เสียหายเป็นของผู้เสียหายและอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย มิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่จำเลยใช้ใบถอนเงินหรือแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าผู้ฝากต่างกรรมต่างวาระในรูปแบบทางเอกสารเป็นกลวิธีในการถอนเงินของผู้เสียหายจนเป็นผลสำเร็จแล้วทุจริตนำเงินนั้นไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์มิใช่ยักยอก…..” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท มาตรา 335 “ผู้ใดลักทรัพย์(11) ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง….. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท…..” แต่หากนายจ้างมอบหมายการครอบครองทรัพย์บริษัท เช่น ตำแหน่ง สมุห์บัญชี ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2558 “…..ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 และความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 188 นั้น แตกต่างกัน การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของแต่ละความผิดนั้น คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทโดยโจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองให้แก่จำเลย การที่จำเลยเอาเช็คพิพาทของโจทก์ไปเรียกเก็บเงิน นอกจากเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว ย่อมเป็นการกระทำให้เช็คพิพาทนั้นไร้ประโยชน์ที่จะใช้ได้อีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตราContinue reading “ยักยอกทรัพย์บริษัท VS ลักทรัพย์นายจ้าง”
