“แอบอัดเสียง” ในยุคดิจิทัล: สิทธิส่วนบุคคลกับเส้นบาง ๆ ของความยุติธรรม
ในยุคที่โทรศัพท์มือถืออยู่ในมือทุกคน “การอัดเสียง” คู่สนทนา กลายเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส หลายคนเชื่อว่าการบันทึกเสียงคือทางออกหากเกิดปัญหาตามหลัง เช่น เพื่อใช้เป็นหลักฐานในคดีความ แต่รู้หรือไม่? ในสายตากฎหมายไทย การแอบอัดเสียงโดยไม่ยินยอมอาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้บันทึกเอง
กรณีศึกษา: ฎีกาที่ 3782/2564
เรื่องเริ่มจากคดีหมิ่นประมาทระหว่างบุคคลทั่วไป คู่ความฝ่ายหนึ่งเลือกใช้โทรศัพท์มือถือแอบอัดเสียงคู่สนทนาโดยไม่ได้แจ้งให้อีกฝ่ายรู้ เมื่อถึงชั้นศาล หลักฐานชิ้นนี้จึงถูกหยิบขึ้นมาใช้…แต่ศาลฎีกามีคำตอบที่ “สวนทางกับความคาดหวัง”
ศาลมองอย่างไร?
ศาลฎีกาย้ำชัดว่า
“สิทธิส่วนบุคคล” ของแต่ละคนต้องได้รับความคุ้มครอง การแอบบันทึกเสียงคู่สนทนาเป็น “การละเมิดสิทธิ” อย่างชัดเจน หลักฐานที่ได้มาด้วยวิธีการที่ละเมิดสิทธิ จึงไม่ควรได้รับการรับฟังในชั้นศาล (เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นหรือมีประโยชน์ต่อความยุติธรรมจริง ๆ เท่านั้น)
อ้างกฎหมายอะไรบ้าง?
แม้โดยหลัก “พยานหลักฐานที่ได้โดยมิชอบ” จะเน้นกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ศาลนำหลักการนี้มาปรับใช้กับคดีระหว่างเอกชนด้วย เพื่อไม่ให้การหาพยานในคดีความละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นโดยไม่จำเป็น
ถามจริง! แล้วประชาชนจะทำอย่างไรดี?
หากต้องการใช้ “การอัดเสียง” เป็นหลักฐาน ขอแนะนำว่า ควรขออนุญาตหรือแจ้งให้อีกฝ่ายทราบทุกครั้ง ถ้าไม่มีการแจ้งหรือขออนุญาต หลักฐานเสียงนั้น “อาจจะไร้น้ำหนัก” และถูกศาลตัดทิ้ง ทางออกที่ดีที่สุดคือ พยายามหาพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
มุมคิดจากยุคดิจิทัล
เทคโนโลยีเดินหน้า…แต่กฎหมายต้องทันยุค เทคโนโลยีช่วยให้เราบันทึกทุกอย่างได้ง่ายขึ้น แต่ความยุติธรรมที่แท้จริงควรอยู่บนฐานของสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรม การเคารพสิทธิผู้อื่นคือหัวใจของสังคมประชาธิปไตย การละเมิดสิทธิคนอื่นเพื่อเอาชนะในคดีความ ไม่ใช่เส้นทางที่ดีสำหรับใคร
สรุป
การแอบอัดเสียงในทางกฎหมายไทย ยังเป็น “พื้นที่สีเทา” ที่ต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ อย่าลืมว่าการเคารพสิทธิผู้อื่นและการหาหลักฐานอย่างสุจริต คือหลักประกันความยุติธรรมที่ยั่งยืนในทุกยุคทุกสมัย
#แอบอัดเสียง #สิทธิส่วนบุคคล #กฎหมายยุคใหม่ #LegalTalk #thachakornlaw

