Smart Contract และบทบาทที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

Smart Contract และบทบาทที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบบล็อกเชนมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แนวคิดของ “Smart Contract” หรือ “สัญญาอัจฉริยะ” เริ่มมีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมวงการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างมีนัยสำคัญ

Smart Contract คืออะไร?

Smart Contract คือชุดคำสั่งโปรแกรมที่เขียนขึ้นบนระบบบล็อกเชน โดยมีเป้าหมายเพื่อดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างอัตโนมัติและมีความโปร่งใส ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงย้อนหลังได้ ซึ่งแตกต่างจากสัญญาทางกฎหมายแบบดั้งเดิมที่ใช้เอกสารหรือการตกลงด้วยวาจา

ตัวอย่าง: หากผู้ซื้อโอนเงินค่าสินค้าครบถ้วน ระบบ Smart Contract จะสั่งให้ส่งข้อมูลการจัดส่งหรือปลดล็อกบริการอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอการตรวจสอบหรืออนุมัติจากคนกลาง เช่น แพลตฟอร์ม NFT ที่ใช้ Smart Contract ในการส่งต่อสิทธิ์ความเป็นเจ้าของไฟล์ดิจิทัลหลังการชำระเงิน

ความแตกต่างจากสัญญาทางกฎหมายทั่วไป

  1. รูปแบบการทำงาน: Smart Contract ดำเนินการอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขครบถ้วน ในขณะที่สัญญากฎหมายทั่วไปต้องอาศัยบุคคลและศาลในการบังคับใช้
  2. ความยืดหยุ่น: Smart Contract มีความยืดหยุ่นน้อย เนื่องจากเขียนด้วยรหัสคอมพิวเตอร์ที่มีความชัดเจนและตายตัว ขณะที่สัญญาทางกฎหมายสามารถเจรจาและตีความใหม่ได้
  3. การบังคับใช้: การดำเนินการใน Smart Contract ไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ เช่น ศาลหรือทนายความ

บทบาทที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม

1. ลดปริมาณคดีและข้อพิพาทในศาล

Smart Contract สามารถลดข้อพิพาทที่เกิดจากการตีความสัญญาที่ไม่ชัดเจน โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องและยอมรับเงื่อนไขล่วงหน้า ทำให้การฟ้องร้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่าง: แพลตฟอร์มระดมทุน (crowdfunding) อาจตั้งเงื่อนไขใน Smart Contract ว่า หากยอดเงินถึงเป้าภายในระยะเวลาที่กำหนด จะปลดเงินไปยังเจ้าของโครงการโดยอัตโนมัติ หากไม่ถึงเป้าจะคืนเงินให้ผู้สนับสนุนทั้งหมดทันที

2. กระบวนการพิจารณาคดีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศาลสามารถอ้างอิงหลักฐานจากระบบบล็อกเชนที่ตรวจสอบได้ง่ายและชัดเจน ลดเวลาในการดำเนินคดี เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินคดี

ตัวอย่าง: ในกรณีพิพาทด้านการชำระเงินระหว่างผู้ให้บริการกับลูกค้า การบันทึกธุรกรรมแบบบล็อกเชนสามารถแสดงเวลาและเงื่อนไขการชำระเงินที่แน่นอนได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเรียกเอกสารจำนวนมากมายืนยัน

3. เปลี่ยนบทบาทของนักกฎหมายและทนายความ

ทนายความและนักกฎหมายจะต้องปรับบทบาทสู่การเป็นที่ปรึกษาเชิงเทคนิคและเชิงกฎหมายมากขึ้น เนื่องจากจะต้องเข้าใจและสามารถตรวจสอบโค้ดที่ใช้ใน Smart Contract

ตัวอย่างบทบาทใหม่: ทนายความในอนาคตอาจต้องทำงานร่วมกับนักพัฒนาระบบ เพื่อร่าง Smart Contract ที่สอดคล้องกับข้อกฎหมาย เช่น การร่างโค้ดสำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที่มีเงื่อนไขการต่ออายุและชำระค่าเช่าอัตโนมัติ

4. ความจำเป็นในการสร้างมาตรฐานและกฎหมายใหม่

ระบบกฎหมายต้องปรับตัว โดยการออกมาตรฐานและกฎหมายที่ชัดเจนในการรองรับ Smart Contract เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการใช้งานและการบังคับทางกฎหมาย

ตัวอย่างแนวทาง: หน่วยงานกำกับดูแลควรจัดทำแนวปฏิบัติ เช่น วิธีการยืนยันตัวตนผู้ทำสัญญา การตรวจสอบความปลอดภัยของโค้ด และข้อกำหนดในการใช้ Smart Contract ในธุรกรรมบางประเภท

5. ความท้าทายและความเสี่ยงใหม่ ๆ

Smart Contract ไม่ได้ปลอดภัยจากข้อผิดพลาด เช่น โค้ดผิดพลาด หรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งระบบกฎหมายต้องมีกลไกในการจัดการและชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ตัวอย่างเหตุการณ์จริง: กรณี DAO Hack ปี 2016 ที่มีผู้แฮ็ก Smart Contract ในระบบ Ethereum และขโมยเหรียญดิจิทัลไปหลายล้านดอลลาร์ ซึ่งนำไปสู่การ hard fork ของ Ethereum และตั้งคำถามต่อความปลอดภัยของ Smart Contract

สรุป

Smart Contract ไม่ได้มาแทนที่สัญญาทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ แต่จะมาเติมเต็มและปรับเปลี่ยนกระบวนการทางกฎหมายและยุติธรรมให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทุกฝ่ายทั้งผู้ร่างกฎหมาย ผู้พิพากษา และทนายความ จำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในอนาคต

Leave a comment