ยักยอกทรัพย์บริษัท VS ลักทรัพย์นายจ้าง

ปัญหาว่าพนักงานบริษัทเอาเงินบริษัทที่ลูกค้าชำระค่าสินค้าหรือบริการไปใช้เพื่อการส่วนตัวไม่นำส่งเงินให้บริษัทตามขั้นตอนทำงานหรือนโยบายบริษัทเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกกันแน่ !!??

*** ให้ดูหน้าที่ของตำแหน่งงานของพนักงานบริษัทผู้นั้น หากขั้นตอนทำงานหรือนโยบายบริษัท พนักงานผู้นั้นเมื่อรับเงินจากลูกค้ามีหน้าที่ฝากเงินเข้าบัญชีบริษัทหรือส่งมอบแก่บริษัททันที ไม่มีสิทธิครอบครองหรือถือเงินไว้แทนบริษัทไม่ว่ากรณีใด หากเอาไปโดยทุจริตเป็นลักทรัพย์นายจ้าง ***
เทียบเคียงแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 1104/2545


“…..จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหายตำแหน่งพนักงานธนากรมีหน้าที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า แต่เงินที่ลูกค้านำฝากเข้าบัญชีของลูกค้าไว้กับผู้เสียหายเป็นของผู้เสียหายและอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย มิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่จำเลยใช้ใบถอนเงินหรือแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าผู้ฝากต่างกรรมต่างวาระในรูปแบบทางเอกสารเป็นกลวิธีในการถอนเงินของผู้เสียหายจนเป็นผลสำเร็จแล้วทุจริตนำเงินนั้นไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์มิใช่ยักยอก…..”


ตามประมวลกฎหมายอาญา


มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท


มาตรา 335 “ผู้ใดลักทรัพย์
(11) ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง
….. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท…..”


แต่หากนายจ้างมอบหมายการครอบครองทรัพย์บริษัท เช่น ตำแหน่ง สมุห์บัญชี ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2558


“…..ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 และความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 188 นั้น แตกต่างกัน การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของแต่ละความผิดนั้น คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทโดยโจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองให้แก่จำเลย การที่จำเลยเอาเช็คพิพาทของโจทก์ไปเรียกเก็บเงิน นอกจากเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว ย่อมเป็นการกระทำให้เช็คพิพาทนั้นไร้ประโยชน์ที่จะใช้ได้อีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 188 อีกบทหนึ่งด้วย……”


ตามประมวลกฎหมายอาญา


มาตรา 352 ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


#ลักทรัพย์นายจ้าง#พนักงานลักทรัพย์บริษัท #ยักยอกทรัพย์#ปรึกษากฎหมาย#ปรึกษากฎหมายคดีอาญา โทร. 098-562-6869 ทนายความธัชกร ทองยศภูมิ

Leave a comment